Print
Category: Dhamma/ธรรมะ
Hits: 142

ท่านทั้งหลาย บุคคลจะมีความสุขได้ก็เพราะศีล จะมีโภคสมบัติได้ก็เพราะศีล บุคคลจะไปนิพพานได้ก็เพราะศีล อานิสงส์ศีล 5 ฉบับสมบูรณ์

 

 

 

อานิสงส์ศีล  ๕  (ฉบับสมบูรณ์)

            เมื่อพูดถึงศีล  บางท่านก็รู้สึกกลัวแล้ว  เพราะคิดว่า ศีล  เป็นเรื่องของพระสงฆ์  ไม่เกี่ยวข้องกับญาติโยมอย่างเราๆ  และคิดว่าการรักษาศีลนั้นต้องไปรับกับพระเท่านั้นถึงจะรักษาได้  การรักษาศีล  ต้องรักษาเฉพาะเวลาอยู่ที่วัดเท่านั้น  นี่ถือเป็นการคิดผิดอย่างมหันต์

            การรักษาศีล  จะรักษาที่ไหนก็ได้ตามแต่ความสะดวกของเรา  รักษาในบ้าน  นอกบ้าน  รักษาได้ทุกกาล  สถานที่  ในประเทศ  นอกประเทศ  อยู่นอกโลกก็ยังรักษาได้

            ขอขยายความให้เข้าใจก่อนสักนิดหนึ่ง  คำว่า  “ศีล”  แปลว่า  ความปกติทางกาย  ทางวาจา  ทางใจ

            มีความปกติกาย  ไม่เบียดเบียนทางกาย  ไม่ตบตี  ไม่ฆ่าใคร

            มีความปกติทางวาจา  ไม่โกหก  ไม่พูดคำส่อเสียด

            มีความปกติทางใจ  ไม่คิดอยากของคนอื่น ไม่คิดในสิ่งที่ไม่ดี  ไม่คิดเบียดเบียนคนอื่น  สัตว์อื่น

            เมื่อคิดดี  การกระทำย่อมแสดงออกมาทางกาย  ทางวาจา

            เมื่อคิดไม่ดี  การกระทำย่อมแสดงออกมาทางกาย  ทางวาจา  เช่นกัน

            ดังนั้น  พระพุทธเจ้าจึงสอนให้  คิดดี  พูดดี  ทำดี  แล้วชีวิตจะมีความผาสุขร่มเย็น

            และควรรู้จักบังคับตนเองให้ไปในทางที่ดี  ละเว้นในทางที่เสียหายแก่ตนเองแลส่วนรวม

            ศีล  ถือเป็นข้อประพฤติปฏิบัติพื้นฐานในทางพระพุทธศาสนา  ที่พุทธศาสนิกชนควรศึกษา  และปฏิบัติ

            ศีลนั้น  มีหลายอย่างด้วยกัน  ศีล  ๕  สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป

            ศีล  ๘  สำหรับผู้บวชเนกขัมมะ  และพุทธศาสนิกชนทั่วไป  มีข้อปฏิบัติยิ่งขึ้นไปอีก

            อุโบสถศีล  (ศีล  ๘)  รักษาในวันอุโบสถ  หรือวันพระ

            ศีล  ๑๐  สำหรับสามเณร  ผู้เป็นเหล่ากอของสมณะ  ผู้เป็นเชื้อสายของพระพุทธเจ้า

            ศีล  ๒๒๗  สำหรับพระภิกษุสงฆ์  ผู้บวชเป็นพระในทางพระพุทธศาสนา

            ศีล  ๓๑๑  สำหรับภิกษุณี  (ฝ่ายเถรวาทไม่มีภิกษุณีสงฆ์แล้ว  เพราะไม่มีสืบเนื่องมาหลังจากสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)

            คนส่วนมากมักเข้าใจว่า  การรักษาศีลนั้น  ต้องไปรับกับพระเท่านั้นถึงรักษาได้  อันนั้นถือเป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง  เพราะการรักษา  หรือสมาทานศีลทางพระพุทธศาสนา  ท่านแบ่งออกเป็น  ๓  แบบ  ด้วยกัน  คือ

            ๑.สัมปัตตวิรัต  รักษาแบบไม่ต้องไปรับกับพระสงฆ์  คือ  ระลึกขึ้นมาได้ก็ตั้งในรักษาในทันที  รักษาอย่างไม่รีรอ  ไม่รอคำว่าเดี๋ยวก่อนๆ

            ๒.สมาทานวิรัต  รักษาแบบขอรับกับพระ  หรือสมาทานจากผู้มีศีลอื่น  เพื่อให้เป็นพยานว่า  ข้าพเจ้าจะรักษาศีลแล้วในบัดเดี๋ยวนี้

            ๓.สมุจเฉทวิรัต  ตั้งใจรักษาแบบตลอดชีวิต  จะตั้งใจรักษาด้วยตนเอง  หรือไปสมาทานจากพระภิกษุสงฆ์ก็ตามที  แบบสุดท้ายนี้  ท่านกล่าวว่ามีอานิสงส์มาก  เพราะจิตใจเด็ดเดี่ยวอาจหาญ  มีศรัทธาที่จะตั้งใจรักษาตลอดชีวิต 

            อนึ่ง  การรักษาศีลนั้น  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  มีอานิสงส์  ๕  ประการ

            ๑.โภคสัมปะทัง  เป็นเหตุให้มีโภคสมบัติ  มีทรัพย์สินโดยบริบูรณ์

            ๒.กัลยาณกิตติง  เป็นเหตุให้มีชื่อเสียง  มีเกียรติคุณอันงาม  ฟุ้งขจรไปในสี่ทิศ 

            ๓.สมุทวิสารหัง  ทำให้เป็นคนสง่าผ่าเผย  แกล้วกล้า  ในเวลาเข้าสู้สังคม

            ๔.อสัมมุฬหัง  เป็นเหตุให้ไม่เป็นคนหลงสติ  มีสติที่ดี  ไม่ดิ้นรนเวลาใกล้ตาย 

            ๕.สุคติปรายนัง  เป็นเหตุให้มีความสุขทั้งในปัจจุบัน  แลเบื้องหน้า

            ต่อแต่นี้ไป  จักขอบรรยายเรื่องอานิสงส์ของการรักษาศีล  ๕  แลโทษของการล่วงละเมิดศีล  ๕  โดยสมบูรณ์

            ขอน้อบน้อมแด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น  ด้วยเศียรเกล้าฯ

            ศีลข้อที่  ๑  ปาณาติปาตา  เวรมณี  เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง  หรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่า  สั่งให้ผู้อื่นฆ่า  หรือฆ่าตัวเอง  (อันนี้มีโทษหนักกว่าฆ่าสัตว์)  ถือว่าเป็นการฆ่าเช่นกัน  เพราะไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต 

            ถ้าไม่ยกเว้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ปาณาติบาต  อันบุคคลเสพแล้ว  เจริญแล้ว  กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก  ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน  ในเปรตวิสัย”  คือ เมื่อทำผิดศีลข้อ  ๑  นี้   ไม่รักษา  ครั้นละจากโลกนี้ไปแล้ว  ต้องตกนรก  จากนั้นไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  จากนั้นไปเกิดเป็นเปรต  ครั้นพ้นกรรมแล้วเกิดมาเป็นมนุษย์  จะได้รับผลกรรมอีก  ๙  ประการ  คือ

            ๑.เป็นคนทุพพลภาพ

            ๒.เป็นคนรูปไม่งาม  ไม่น่าดู

            ๓.มีกำลังกายอ่อนแอ

            ๔.เฉื่อยชา

            ๕.เป็นคนขี้ขลาด

            ๖.ฆ่าตัวตาย  หรือถูกผู้อื่นฆ่า

            ๗.มีโรคภัยเบียดเบียนมาก

            ๘.ถึงความพินาศของบริวาร

            ๙.อายุสั้น                           

            ส่วนผู้ที่เว้นจากการฆ่าสัตว์  รักษาได้แล้ว  เมื่อละโลกนี้ไป  จะได้ไปเกิดเป็นเทวดา  หรือถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  ย่อมได้รับอานิสงส์  ๒๓  ประการ  คือ

            ๑.สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่

            ๒.มีร่างกายสมส่วน

            ๓.สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย

            ๔.มีเท้างามประดิษฐานลงด้วยดี

            ๕.เป็นผู้มีผิวพรรณวรรณะสดใส

            ๖.มีรูปโฉมงาม  สะอาด

            ๗.เป็นผู้อ่อนโยน

            ๘.เป็นผู้มีความสุข

            ๙.เป็นผู้แกล้วกล้า

            ๑๐.เป็นผู้มีกำลังมาก

            ๑๑.มีถ้อยคำสละสลวยเพราะพริ้ง

            ๑๒.มีบริวารรักใครไม่แตกแยกจากตน

            ๑๓.เป็นคนไม่สะดุ้งตกใจกลัวต่อเวรภัย

            ๑๔.ข้าศึกศัตรูทำร้ายไม่ได้

            ๑๕.ไม่ตายด้วยความเพียรฆ่าของผู้อื่น

            ๑๖.มีบริวารหาที่สุดมิได้

            ๑๗.มีรูปร่างกายสวยงาม

            ๑๘.มีทรวดทรงสมส่วน

            ๑๙.มีโรคภัยน้อย

            ๒๐.ไม่มีเรื่องเสียใจหรือเศร้าโศก

            ๒๑.เป็นที่รักของชาวโลก

            ๒๒.ไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ

            ๒๓.มีอายุยืน

 

            ศีลข้อที่  ๒  เว้นจากการลักทรัพย์  ด้วยตนเองหรือสั่งให้ผู้อื่นลัก  ถ้าไม่เว้นพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  “อทินนาทาน  อันบุคคลเสพแล้ว  เจริญแล้ว กระทำแล้วให้มาก  ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก  ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน  ในเปรตวิสัย”  คือ  เมื่อทำผิดศีลข้อ  ๒  นี้  หรือเมื่อละจากโลกนี้ไป  ย่อมตกนรก  พ้นจากนรกเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  พ้นจากสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดเป็นเปรต  หรือถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  จักได้รับกรรม  ๖  ประการ  คือ

            ๑.เป็นคนด้อยทรัพย์

            ๒.เป็นคนยากจน

            ๓.เป็นคนอดยาก

            ๔.ไม่ได้สมบัติที่ตนต้องการ

            ๕.ต้องพินาศในการค้า

            ๖.ทรัพย์สินพินาศเพราะภัยต่างๆ  เช่น  อัคคีภัย  อุทกภัย  วาตภัย  ราชภัย  โจรภัย  เป็นต้น

            ส่วนผู้ที่เว้นขาดจากการลักขโมย  รักษาได้  ครั้นละจากโลกนี้ไป  ย่อมเกิดเป็นเทวดา  หรือถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  จักได้รับอานิสงส์  ๑๑  ประการ  คือ

            ๑.จะเป็นผู้มีทรัพย์มาก

            ๒.มีข้าวของและอาหารมาก

            ๓.หาโภคทรัพย์ได้ไม่สิ้นสุด

            ๔.โภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น

            ๕.โภคทรัพย์ที่ได้ไว้ครอบครองแล้วก็ยั่งยืนถาวร       

            ๖.หาสิ่งที่ปรารถนาได้รวดเร็ว

            ๗.สมบัติไม่สูญเสียไปเพราะภัยต่างๆ

            ๘.หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก

            ๙.ได้โลกุตรทรัพย์  คือ  พระนิพพาน

            ๑๐.อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข

            ๑๑.ไม่รู้  ไม่เคยได้ยิน  คำว่า  ไม่มี

           

            ศีลข้อที่  ๓  เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม  หรือเว้นผิดประเวณี  ล่วงเกิน  นอกใจ  สามีภรรยาของตนเอง

            สามี  แปลว่า  บุรุษผู้เป็นใหญ่ในการดูแลกิจการทั้งปวง

            ภรรยา  แปลว่า  หญิงที่ประพฤติบริบูรณ์ด้วยความปฏิบัติสามี  (บำรุง)

            พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  “กาเมสุมิจฉาจาร  อันบุคคลเสพแล้ว  เจริญแล้ว  กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก  ในกำเนิกสัตว์ดิรัจฉาน  ในเปรตวิสัย”  คือ  เมื่อล่วงเกินแล้ว  กระทำผิดแล้ว  ครั้นละจากโลกนี้ไป  ย่อมตกนรก  พ้นจากนรกไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  พ้นจากสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดเป็นเปรต  หรือถ้ากลับเกิดมาเป็นมนุษอีก  ย่อมได้รับผลกรรม  ๑๗  ประการ  คือ

            ๑.มีผู้เกลียดชังมาก

            ๒.มีผู้ปองร้ายมาก

            ๓.ขัดสนทรัพย์

            ๔.อดอยากยากจน

            ๕.เกิดเป็นหญิงแล้วถูกทำร้าย

            ๖.เป็นกระเทย  (ทอม  ดี้  เกย์)

            ๗.เป็นชายเกิดในสกุลต่ำ

            ๘.ได้รับความอับอายเป็นอาจิณ

            ๙.ร่างกายไม่สมประกอบ

            ๑๐.มากไปด้วยความวิตกห่วงใย

            ๑๑.พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก

            ๑๒.ไม่มีคู่

            ๑๓.ผิดหวังในเรื่องความรัก

            ๑๔.ถูกล่วงเกินทางเพศ

            ๑๕.เป็นหมัน

            ๑๖.ไม่มีลูก  ถ้ามีลูกก็จักถูกเขาข่มขืน

            ๑๗.อยู่ไม่เป็นสุขในชีวิตการครองเรือน

            ส่วนผู้ที่เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม  รักษาได้แล้วไม่ให้ขาด  ครั้นละจากโลกนี้ไป  ย่อมเกิดเป็นเทวดา  หรือถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  จักได้รับอานิสงส์  ๒๐  ประการ  คือ           

            ๑.ไม่มีข้อศึกศัตรู

            ๒.เป็นที่รักของชนทั่วไป

            ๓.นอนก็เป็นสุข

            ๔.ตื่นก็เป็นสุข

            ๕.พ้นภัยในอบายภูมิ  ๔  คือ  ไม่ตกนรก  ไม่เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  ไม่เกิดเป็นเปรต  ไม่เกิดเป็นอสุรกาย

            ๖.ไม่อาภัพ  ไม่เกิดเป็นหญิง  ไม่เกิดเป็นกระเทย

            ๗.ไม่โกรธง่าย

            ๘.ทำอะไรได้โดยเรียบร้อย

            ๙.ทำอะไรได้อย่างเปิดเผยแจ่มแจ้ง

            ๑๐.มีสง่าราศรี  คอไม่ตก

            ๑๑.หน้าไม่ก้ม  มีอำนาจ

            ๑๒.มีแต่เพื่อนรักทั้งบุรุษและสตรี

            ๑๓.มีอินทรีย์  ๕  สมบูรณ์  (มีศรัทธาเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง,มีความเพียร,มีสติ,มีสมาธิ,มีปัญญา)

            ๑๔.มีลักษณะสมบูรณ์

            ๑๕.ไม่มีใครรังเกียจ

            ๑๖.ขวนขวายน้อยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย

            ๑๗.อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข

            ๑๘.ไม่ต้องกลัวภัยจากใครๆ

            ๑๙.ไม่ค่อยพลัดพรากจากของที่ตนรักของที่ตนชอบใจ

            ๒๐.หาข้าว  น้ำ  ที่อยู่อาศัย  เครื่องนุ่งห่ม  ได้โดยง่าย

           

            ศีลข้อที่  ๔  เว้นขาดจากการพูดเท็จ  พูดโกหกหลอกลวง  พูดไม่เป็นความจริง  พูดไม่มีสัจจะ  ถ้าไม่เว้น  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  “มุสาวาท  อันบุคคลเสพแล้ว  เจริญแล้ว  กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก  ในกำเนิดดิรัจฉาน  ในเปรตวิสัย”  คือ  ถ้ารักษาไม่ได้  หรือเมื่อละจากโลกนี้ไป  ย่อมตกนรก  พ้นจากนรกไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  พ้นจากสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดเป็นเปรต  หรือถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  ย่อมได้รับกรรม  ๑๐  ประการ 

            ๑.พูดไม่ชัด

            ๒.ฟันไม่เป็นระเบียบ 

            ๓.ปากเหม็นมาก

            ๔.ไอตัวร้อนจัด

            ๕.ตาไม่อยู่ในระดับปกติ

            ๖.กล่าววาจาด้วยปลายลิ้น  และปลายปาก

            ๗.ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย

            ๘.จิตไม่เที่ยงคล้ายคนวิกลจริต

            ๙.พูดอะไรไม่มีใครเชื่อ

            ๑๐.ย่อมได้รับแต่เรื่องที่ไม่จริง

            ส่วนผู้ที่เว้นขาดจากการพูดเท็จ  พูดแต่ความจริง  มีสัจจะ  ไม่โกหกหลอกลวง  รักษาได้แล้ว  หรือเมื่อละจากโลกนี้ไป  ย่อมเกิดเป็นเทวดา  หรือถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  จักได้รับอานิสงส์  ๑๔  ประการ  คือ

            ๑.มีอินทรีย์  ๕  ผ่องใส

            ๒.มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน

            ๓.มีฟันเสมอ  ชิด  ขาวสะอาด

            ๔.ไม่อ้วนจนเกินไป

            ๕.ไม่ผอมจนเกินไป

            ๖.ไม่สูงจนเกินไป

            ๗.ไม่เตี้ยจนเกินไป

            ๘.กลิ่นปากหอมเหมือนดอกบัว

            ๙.ได้สัมผัสแต่สิ่งที่เป็นสุข

            ๑๐.มีบริวารล้วนแต่ขยันขันแข็ง

            ๑๑.มีถ้อยคำที่บุคคลเชื่อถือได้  พูดอะไรมีคนเชื่อถือ

            ๑๒.ลิ้นบาง  แดง  อ่อน  เหมือนกลีบดอกบัว

            ๑๓.ใจไม่ฟุ้งซ่าน

            ๑๔.ไม่เป็นใบ้  ไม่พูดติดอ่าง

 

            ศีลข้อที่  ๕  เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัย  เครื่องดองของมึนเมา  สิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลาย  ถ้าไม่ละเว้น  หรือไม่รักษา  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  “สุราเมรัย  อันบุคคลเสพแล้ว  เจริญแล้ว  กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก  ในกำเนิดดิรัจฉาน  ในเปรตวิสัย”  คือ  ถ้ารักษาไม่ได้  หรือเมื่อละจากโลกนี้ไป  ย่อมตกนรก  พ้นจากนรกไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน  พ้นจากสัตว์ดิรัจฉานไปเกิดเป็นเปรต  หรือถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  จักได้รับกรรม  ๖  ประการ  คือ

            ๑.ทรัพย์ถูกทำลาย

            ๒.เกิดวิวาทบาทหมาง

            ๓.เป็นบ่อเกิดแห่งโรค

            ๔.เสื่อมเกียรติ

            ๕.หมดยางอาย

            ๖.ปัญญาเสื่อมถอย  หรือพิการทางปัญญา

            ส่วนผู้ที่เว้นขาดจากการดื่มสุราเมรัย  เครื่องดองของมึนเมา  สิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลาย  รักษาได้แล้ว  หรือเมื่อละจากโลกนี้ไป  ย่อมเกิดเป็นเทวดา  หรือถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  จักได้รับอานิสงส์  ๓๕  ประการ  คือ

            ๑.รู้จักการอดีต  อนาคต  ปัจจุบันได้รวดเร็ว

            ๒.มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ

            ๓.มีปัญญาดี  มีความรู้มาก

            ๔.มีแต่ความสุข

            ๕.มีแต่คนนับถือยำเกรง

            ๖.มีความขวนขวายน้อย  หากินง่าย

            ๗.มีปัญญามาก

            ๘.มีปัญญาบันเทิงในธรรม

            ๙.มีความเห็นถูกทาง

            ๑๐.มีศีลบริสุทธิ์

            ๑๑.มีใจละอายแก่บาป

            ๑๒.รู้จักกลัวบาป

            ๑๓.เป็นบัณฑิต

            ๑๔.มีความกตัญญู

            ๑๕.มีกตเวที  (รู้จักตอบแทนบุญคุณ)

            ๑๖.พูดแต่คำสัตย์

            ๑๗.รู้จักเฉลี่ยเจือจาน

            ๑๘.ซื่อตรง     

            ๑๙.ไม่เป็นบ้า

            ๒๐.ไม่เป็นใบ้

            ๒๑.ไม่มัวเมา

            ๒๒.ไม่ประมาท

            ๒๓.ไม่หลงไหล

            ๒๔.ไม่หวาดสะดุ้งกลัว

            ๒๕.ไม่บ้าน้ำลาย

            ๒๖.ไม่งุนงง  ไม่เซ่อเซอะ

            ๒๗.ไม่มีความแข่งดี

            ๒๘.ไม่มีใครริษยา

            ๒๙.ไม่ส่อเสียดใคร  และไม่มีใครส่อเสียด

            ๓๐.ไม่พูดคำหยาบ  และไม่มีใครพูดคำหยาบด้วย

            ๓๑.ไม่พูดเพ้อเจ้อไร้สาระประโยชน์

            ๓๒.ไม่เกียจคร้านทุกคืนวัน

            ๓๓.ไม่ตระหนี่

            ๓๔.ไม่โกรธง่าย

            ๓๕.ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์  และในสิ่งที่ไม่เป็นโทษ

 

            นี้แลคืออานิสงส์ของการรักษาศีล  ๕    รักษาให้สมบูรณ์  ให้บริบูรณ์  มิให้ขาด  มิให้ทำลาย  จักได้รับอานิสงส์  จักได้รับโทษตามที่กล่าวมานี้แล  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  “ศีลนำมาซึ่งความสุข  ความเจริญรุ่งเรื่อง  ศีลนำมาซึ่งโภคทรัพย์สมบัติ  ทรัพย์สินเงินทอง  คนจะไปนิพพานได้ก็เพราะศีล” 

            หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต พระปรมาจารย์ใหญ่สายกรรมฐาน  พระอรหันต์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เมตตาสอนเรื่องอานิสงส์ของการรักษาศีล  ๕  ว่า

อานิสงส์ของศีล 5 เมื่อรักษาได้

๑.ทำให้อายุยืนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน
๒.ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครอง มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวี เบียดเบียนทำลาย
๓.ระหว่าง ลูก หลาน สามี ภริยา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก ไม่มีผู้คอยล่วงล้ำ กล่ำกราย ต่างครองกันอยู่ด้วยความผาสุข
๔.พูดอะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะ ด้วยสัตย์ ด้วยศีล
๕.เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไม่หลงหน้าหลงหลัง จับโน่นชนนี่ เหมือนคนบ้าคนบอหาสติไม่ได้ ผู้มีศีล เป็นผู้ปลูกและส่งเสริมสุขบนหัวใจคนและสัตว์ทั่วโลก ให้มีแต่ความอบอุ่นใจ ไม่เป็นที่ระแวงสงสัย ผู้ไม่มีศีลเป็นผู้ทำลายหัวใจคนและสัตว์ ให้ได้รับความทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า

ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อเทอญ

 

อุบาสก ตะวัน  คำสุจริต

บรรยาย/รวบรวม/เรียบเรียง

๑๑  มิถุนายน  ๒๕๕๗